Effect of Lowering Diastolic Pressure in Patients With and Without Cardiovascular Disease.
Analysis of the SPRINT (Systolic Blood Pressure Intervention Trial).
โดย Nadia A. Khan และคณะ
วารสารวิชาการ Hypertension 2018;71:840-847.
บทคัดย่อ
ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงค่าระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและดัยแอสโตลิกที่ต่ำกว่าเท่าไร จึงทำให้ภาวะแทรกซ้อนระบบหัวใจหลอดเลือดเพิ่มขึ้น. จากข้อมูลจากการศึกษา SPRINT (Systolic Blood Pressure Intervention Trial) , ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความดันซิสโตลิก
และดัยแอสโตลิก กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนระบบหัวใจหลอดเลือด ในผู้ป่วยจำนวน 1,519 รายที่มีโรคระบบหัวใจหลอดเลือดมาก่อน และจำนวน 7,574 รายที่ไม่มีโรคระบบหัวใจหลอดเลือดมาก่อน.
การวิเคราะห์รูปแบบ Cox regression, ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาปัจจัยเสี่ยงรวม composite ของ myocardial infarction, other acute coronary syndrome, stroke , heart failure หรือ cardiovascular death และติดตามค่าความดันโลหิตซิสโตลิก และดัยแอสโตลิก แบบ time-dependent covariates สำหรับค่ามัธยฐานเท่ากับ 3.1 ปี. รูปแบบการศีกษาได้มีการปรับตามปัจจัยอายุ , เพศ , ความดันซิสโตลิกพื้นฐาน , ดัชนีมวลกาย , 10-year Framingham risk score และค่าการทำงานของไต (estimated glomerular filtration rate)
ลักษณะความสัมพันธ์แบบ J-shaped กับระดับความดันดัยแอสโตลิกได้ถูกศึกษาในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่มี หรือ ไม่มีโรคหัวใจหลอดเลือดอยู่เดิม(P nonlinearity น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.002)
เมื่อความดันโลหิตดัยแอสโตลิกลดลงเหลือค่าน้อยกว่า 55 มิลลิเมตรปรอท พบว่าโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน (hazards) สูงกว่าร้อยละ 25 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีค่าความดันโลหิตดัยแอสโตลิกสูงกว่า 70 มิลลิเมตรปรอท (P = 0.29).
ค่า Hazard ratios (95%CI) ของกลุ่มที่มีความดันดัยแอสโตลิก น้อยกว่า 55 มิลลิเมตรปรอท เปรียบเทียบกับ ระหว่าง 55 ถึง 90 มิลลิเมตรปรอท เท่ากับ 1.68 (1.16-2.43), P value 0.006 และ 1.52 (0.99-2.34), P value 0.06 ในผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่มี หรือมีโรคประจำตัวระบบหัวใจหลอดเลือดอยู่เดิม ตามลำดับ.
ภายหลังจากการปรับตามค่า follow-up diastolic blood pressure พบว่าค่า follow-up systolic blood pressure ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มที่ไม่ได้มีโรคหัวใจหลอดเลือดอยู่ก่อน (P=0.64).
ในกลุ่มที่มีโรคระบบหัวใจหลอดเลือดอยู่เดิม กับการปรับค่าความดันดัยแอสโตลิก พบว่า follow-up systolic blood pressure มีส่วนสัมพ้นธ์กับความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มที่ควบคุมแบบเข้มงวด (hadard ratio ต่อค่าความดันดัยแอสโตลิกที่ลดลงทุก 10 มิลลิเมตรปรอท, 0.86; 95%CI, 0.75-0.99; P interaction = 0.02).
สรุป จากลักษณะการเกิดความสัมพันธ์แบบ J-shaped ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการศึกษา SPRINT ผู้วิจัยได้แนะนำให้มีการระวังในการควบคุมระดับความดันโลหิตดัยแอสโตลิกที่ต่ำมากจนเกินไป.
Credit picture: http://healthlove.in/health/how-to-lower-diastolic-blood-pressure-naturally/attachment/lower-your-blood-pressure-how-to-lower-diastolic-blood-pressure-naturally/