ตำราโรคความดันโลหิตสูง

ประวัติความเป็นมาที่นำมาสู่การค้นพบความดันโลหิตสูงเกิดจากความช่างสังเกตของนักปราชญ์ในอดีตและการบันทึกสิ่งที่พบเห็น เริ่มจากราวปี 2600 BC บันทึกของคนจีนเป็นหลักฐานแรกที่กล่าวถึงการเพิ่มแรงตึงของผนังหลอดเลือดแดง กล่าวไว้ว่าความดันโลหิตสูงคือระดับความแรงของชีพจร ซึ่งตรวจได้จากการใช้มือกด radial artery ต้องใช้แรงกดมากกว่าปกติในการทำให้ชีพจรหายไป ซึ่งปรากฏใน The Yellow Emperor’s Classic of Internal Medicine ซึ่งผู้ประพันธ์ยังกล่าวย้ำว่าไม่มีอะไรจะเหนือกว่าการตรวจชีพจรและต้องตรวจอย่างถูกต้อง การจะตรวจว่า Yin หรือ Yang เด่น ผู้ตรวจควรแยกชีพจรที่เบาและแรงตึงตัวของผนังหลอดเลือดแดงต่ำออกจากชีพจรที่แรงและความตึงตัวที่เพิ่มขึ้นของผนังของหลอดเลือดแดงได้ และผู้ประพันธ์ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหัวใจเป็นตัวควบคุมความแรงของชีพจรจากการขับเคลื่อนเลือดในหลอดเลือด การรับประทานเกลือปริมาณมากในอาหาร ชีพจรของผู้นั้นจะแรงและพบความตึงตัวของหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ต่อมาในปี 669-626BC เริ่มมีรายงานการรักษาความดันโลหิตสูงด้วยการเจาะเลือดออกทางหลอดเลือดดำ (blood letting)การดูดด้วยครอบแก้ว (cupping) และการฝังเข็ม สมัยโรมัน Cornelius Celsus บันทึกไว้ว่าชีพจรจะเร็วขึ้นและความแรงของชีพจรจะมากขึ้นเมื่อออกกำลัง มีอารมณ์และเมื่อพบแพทย์ (white coat phenomenon)

Richard Bright (1836) เป็นคนแรกที่บรรยายลักษณะของ Bright’s disease ว่าเป็นการอักเสบของไต (acute glomerulonephritis) ซึ่งจะพบว่ามีการอักเสบและการแข็งตัวของไต 2 ข้าง ร่วมกับพบความตึงตัวของผนังหลอดเลือดและชีพจรแรงขึ้น (ความดันโลหิตสูง) และพบโปรตีนในปัสสาวะ (albuminuria) ต่อมา Gull และ Sutton (1872) สังเกตพบ hyaline fibrosis ของ arterioles และ capillaries ในผู้ป่วยที่เป็น chronic Bright’s disease ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผนังของ Left ventricle หนาตัวขึ้นและไตเหี่ยวเล็กทั้ง 2 ข้าง Mahomed (1874) เป็นผู้รายงานการพบความดันโลหิตสูงโดยผู้ป่วยไม่เป็นโรคไต พร้อมกันนี้ยังแสดงให้เห็นถึงประวัติของความดันโลหิตสูงว่าเป็นความผิดปกติ ซึ่งขณะเริ่มเป็นไม่มีอาการและจบด้วยโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง

Gowers (1876) พบ constricted arterioles ใน optic fundi ของผู้ป่วยที่มี generalized arteriolar disease จากการส่องดูจอตาด้วย ophthalmoscope ซึ่งประดิษฐ์โดย Helmholtz เมื่อ 25 ปีก่อน ต่อมา Sir Clifford Allbutt (1985) เสนอให้แยก hypertensive arteriolar disease จาก atherosclerosis ของ large arteries ซึ่งทั้ง 2 ภาวะอาจเกิดร่วมกันหรือแยกกันก็ได้ คำว่า Generalized arteriolar disease ในภาษาเยอรมัน คือ hypertenonie essential หมายถึง primary hypertension’ แต่ในกลุ่มประเทศที่พูดภาษาอังกฤษแปลคำ ดังกล่าวว่า essential hypertesion’ ซึ่งคำนี้แสดงถึงว่าความดันโลหิตที่สูงเป็นกลไกของระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ช่วยแก้ไขภาวะขาดเลือดของเนื้อเยื่อส่วนปลายซึ่งเกิดจาก constricted arterioles การแปลผลดังกล่าวทำให้เข้าใจผิดว่าการให้ยาลดความดันโลหิตจะทำให้ภาวะขาดเลือดดังกล่าวเลวร้ายลง

ไฟล์ประกอบ

แชร์หน้านี้
Facebook
X
Email